Key Success Factor สำหรับการพัฒนาธุรกิจทัวร์ล่องเรือสำราญในประเทศไทย

ทัวร์ล่องเรือสำราญ

ณ วันที่ 25 มกราคม 2561 ได้มีการสัมมนาในหัวข้อเรื่อง “โครงการศึกษาพัฒนาท่าเทียบเรือท่องเที่ยวรองรับเรือสำราญ (Cruise) บริเวณอ่าวไทยตอนณโรงแรมคราวน์พลาซ่า กรุงเทพฯ
ภายในงานได้มีการเสวนาในหัวข้อ “Key Success Factor สำหรับการพัฒนาธุรกิจทัวร์ล่องเรือสำราญในประเทศไทย” โดยวิทยากรในเรื่องที่เสวนามีดังนี้
1. ดร.ชาติชัย พาราสุข ที่ปรึกษาโครงการ จากกิจการค้าร่วม ดับบลิวอี แอนด์ เอ็นเอเอ เป็นผู้ดำเนินรายการ
2. คุณวัฒนา โชคสุวณิช ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเรือสำราญ ผู้แทนจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
3. คุณพรหมเมธ นาถมทอง รองผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว ผู้แทนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
4. คุณจุมพล ชฎาวัฒน์ Managing Director ผู้แทนบริษัท รีเกล อินเตอร์เนชั่นแนล แทรเวล จำกัด
5. ดร. ยุพวรรณ นังคลาภิวัฒน์ รองคณบดีศิลปศาสตร์ ผู้แทนจากมหาวิทยาลัย ศรีปทุม
ซึ่งรายละเอียดในการเสวนามีดังนี้

ดร. ชาติชัย : สวัสดีครับ ผม ชาติชัย พาราสุข ผมอยู่ในกลุ่มที่ปรึกษา ช่วงเสวนา ผมบอกผู้จัดว่า ที่ปรึกษาไม่พูด ต้องให้คนนอกพูด ที่ปรึกษาพูดก็โม้แต่เรื่องของตัวเอง ผมเป็นคนนอก วันนี้ทางการท่าเรือ และในส่วนของที่ปรึกษา ก็รู้สึกยินดีและก็ขอบคุณท่านผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานเสวนาด้วยนะครับ เดี๋ยวผมขอแนะนำจากทางซ้ายมือผมก่อนนะครับ คุณวัฒนา เป็นตัวแทนจาก กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เป็นผู้ที่คร่ำหวอดมากๆในวงการของธุรกิจเรือสำราญ จนกระทรวงต้องขอเรียนเชิญท่านมาเป็นที่ปรึกษานะครับ ถัดมาจากผมนะครับ อ.ยุพวรรณนะครับ เราเคยทำงานร่วมกันนิดหนึ่ง คนชอบถาม ผมเชิญ อ.ยุพวรรณมาทำไม โอ๊ย! เรื่อง Human Resource สำคัญกับกับทุกอุตสาหกรรม ถ้าHuman Resource ไม่มีเรื่องของอุตสาหกรรมไม่ได้ ท่านเป็นผู้ดูแลใน Human Resource ในเรื่องของธุรกิจเรือสำราญนะครับ เราจะมาสอบถามท่านกันนะครับ ทางด้านขวามือของผมนี้ สำคัญที่สุดคนหนึ่งนะครับ คุณ ชุมพล ครับ เพราะว่า เรียกว่าเป็น User หลอกใครหลอกได้ หลอกUser ไม่ได้ เพราะUser เห็นทุกอย่าง ท่านยังบอกไว้เลย นักวิชาการมองตัวเลข เหมือนอยู่ในสนามรบ เขาจะรู้ว่ารบอยู่กับอะไร ท่านจะให้ความคิดเห็นที่มีประโยชน์มาก สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด คุณ พรหมเมธ จากการท่องเที่ยวธุรกิจเรือสำราญ แม้ว่าจะไม่ใหม่ในประเทศไทย แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่รู้จักกันว่า เอ้า! ประเทศไทยมีธุรกิจ Cruise ด้วยหรอ มันต้องโปรโมทใช่ไหมครับ การโปรโมทผมเชื่อว่าก็จะเป็นหน้าที่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ฉะนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา มีเวลาน้อยมาก ดูเหมือนเยอะ 40 นาที ก็ไม่เยอะหรอกครับ เฉลี่ย ท่านละ 10 นาที เรียนถามท่านแรกเลยนะครับ กระทรวงการท่องเที่ยว เวลาผมเป็นที่ปรึกษาในหลายๆโครงการนะครับ ทุกครั้งเลย ต้องถามว่า นโยบายของประเทศไทยชัดไหม เปลี่ยนรัฐบาลที เปลี่ยนที เปลี่ยนผู้อำนวยการ อธิบดีที เปลี่ยนที แล้วก็ไม่รู้ว่า ยังไงกันแน่ ก็ต้องเรียนถามว่า กระทรวงการท่องเที่ยว ในยุทธศาสตร์กระทรวง ว่าเรื่องทัวร์เรือสำราญยังไง ตรงไหนมีความสำคัญอย่างไร มีเป้าหมายมีอะไรไหมครับ เรียนเชิญครับ
คุณ วัฒนา : ครับ สวัสดีครับ ในส่วนของกระทรวงท่องเที่ยว เราต้องเรียนนะครับว่า วัตถุประสงค์ในการทำแผนแม่บทของกระทรวงการท่องเที่ยว พบว่าใน 10 ปี ตั้งแต่ปี 2561-2570 วัตถุประสงค์ คือเพื่อให้การพัฒนาเป็นเอกภาพและก็เดินไปในทางเดียวกันครับ ในส่วนของการพัฒนาเราดูจาก พื้นที่ศักยภาพทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ทั้งสองฝั่งนะครับ แล้วก็ดูพื้นที่ไหนเหมาะสมจะเป็นพื้นที่ โฮมพร์อต พื้นที่ไหนเหมาะจะเป็น พ.อ.พ. ในส่วนของการศึกษา ส่วนที่เป็นพาริตี้ จะเป็นฝั่งอันดามัน ถามว่าทำไมถึงต้องเป็นฝั่งอันดามัน เพราะว่าฝั่งอันดามัน ณ ปัจจุบัน สิงคโปร์เป็นฐานหลักของเรือสำราญ ถ้าฝั่งอันดามันจะมีพอร์ตเชื่อมอยู่มาเลเซีย อยู่ 4-5 พอร์ตนะครับ ในระหว่างที่ขึ้นมาในฝั่งอันดามันเพียงแต่เส้นทางที่สั้นกว่าที่วิ่งอยู่ มันเป็นการวิ่งสิงคโปร์ มาเลย์ 2 พอร์ต แล้วก็วิ่งกลับนะครับ เนื่องจากว่าประเทศไทย พอร์ตรองรับเรายังไม่มี ที่สตูลเรายังไม่มีพอร์ตรองรับนะครับ กระบี่เรายังไม่มีพอร์ตรองรับ ถ้าเผื่อว่าวันหนึ่งสตูลมีพอร์ต ท่านจะเห็นว่า เส้นทางที่เคยวิ่ง สิงคโปร์ มาเลเซีย 2 พอร์ต ก็จะกลายเป็นว่า สิงคโปร์ มาเล ไทย แล้ววิ่งกลับ นึกออกไหมครับ เพราะฉะนั้น ไทย ก็จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการพัฒนาเส้นทางได้นะครับ ทีนี้ถามว่าในฝั่งอันดามันเป็นพาริตี้ที่ภูเก็ตมีองค์ประกอบที่ค่อนข้างจะครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นด้านชื่อเสียง สนามบิน อินเตอร์เนชั่นแนลขนาดใหญ่นะครับ รวมถึงรถไฟรางเบาที่จะทำจากสนามบินลงไปนะครับ ในส่วนของฝั่งทางอ่าวไทย เรามองกลับกับทางที่ปรึกษานิดนึง ตรงที่ว่า ถ้าท่านสังเกตุว่า กรุงเทพมาแหลมฉบัง สิ่งที่นักท่องเที่ยว เอ็นจอยสุด คือว่านั่งรถจาก กรุงเทพ แล้วก็ดูวิวมอเตอร์เวย์ ไปจนถึงแหลมฉบัง แต่ถ้าเป็นฝั่งหัวหิน ชะอำ ท่านจะได้เห็นแหล่งท่องเที่ยว ตั้งแต่แม่กลองไล่ไปจนถึงปราณบุรี เพราะว่านักท่องเที่ยวสามารถทำทัวร์ได้ในระหว่างทางได้ ตอบโจทย์เรื่องการเป็นท่าเรือสำราญที่ดีได้นะครับ ซึ่งอันนี้เนี่ยทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้มีการเชิญสายเรือมาดูเส้นทางไปแล้วรอบหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างเห็นด้วยเพียงแต่ว่าต้องมาดูเรื่องการเชื่อมโยง การนำนักท่องเที่ยวให้เข้ากรุงเทพได้เร็วสุดนะครับ ขณะเดียวกัน อยู่หัวหินตรงนี้เนี่ย สิ่งที่จะทำเพิ่มเติมจากท่าเรืออื่น ก็คือว่า มันเป็นการลิ้งค์นักท่องเที่ยวเช้าสู่อินแลนด์ของประเทศไทย ค้างคืนในประเทศไทย แล้วกลับไป รีจอยเรือที่แหลมฉบัง หรือที่พัทยานะครับ อันนี้เป็นโครงสร้างที่ทางกระทรวงศึกษาและก็ศึกษา ขณะเดียวกันตัวท่าเรือที่เป็นท่าเรือ พอร์ต ออฟ พอร์ต ในฝั่งอันดามันเนี่ย เราวางตั้งแต่สตูล คือ อันนี้เป็นพื้นที่นะครับยังไม่ได้ระบุว่าเป็นพื้นที่ตรงไหน สตูลควรจะมีซักพอร์ตหนึ่งครับ เพื่อแบ่งสัดส่วนการตลาดมาจากมาเลเซีย ขณะเดียวกันต่อมาบริเวณ กระบี่นะครับ แล้วก็ภูเก็ต ถามว่า กระบี่กับภูเก็ต ทำ ทำไม ทำเพราะว่าเนื่องจากระยะห่างระหว่างภูเก็ต กระบี่มันสั้นมากประมาณ 40 ไมล์ทะเลเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราสามารถทำให้เรือที่เข้าท่าที่ภูเก็ต ดีเลย์ การออกไปจนถึงเที่ยงคืน ซึ่งทำให้ภูเก็ตเนี่ย ขายทัวร์ได้ 2 ทัวร์ แทนที่จะขายได้ทัวร์เดียวนะครับ แล้วก็วิ่งเรือช้าๆ สบายๆ เช้าวันรุ่งขึ้นถึงกระบี่ทำทัวร์อีกรอบนึงครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเห็นว่าสัดส่วนการตลาดตรงนี้ดี ขณะเดียวกันเราก็วางท่าที่บริเวณแถวระนอง เนื่องจากการท่าเรือก็มีท่าที่ระนองอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ทำเป็นท่าพักเรือสำราญขนาดใหญ่ เป็นการนำเรือไปทิ้งสมอแล้วนำผู้โดยสารขึ้น ถามว่า ทำ ทำไม ทำเพราะว่าเป็นการเชื่อมโยงนั้นไปสู่ พม่า ซึ่งเป็นตลาดใหม่แล้วก็เป็นตลาดที่กำลังเจริญเติบโต เราเชื่อมที่มะริดไม่ได้เชื่อมที่ย่างกุ้ง ซึ่งมีปัญหาเรื่องร่องน้ำในการนำเรือเข้า เพราะฉะนั้น ตรงนี้จะให้ในฝั่งอันดามัน ก็จะมีการพัฒนาสร้างประมาณนี้ ส่วนฝั่งอ่าวไทย อันที่เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของเรา ก็คือว่า สงขลา เพราะว่าจากสิงคโปร์มาเนี่ย ไม่มีท่าเรือให้จอดเลยครับ เมื่อก่อนจอดที่กวนตันแต่ที่กวนตันเนี่ยไม่ได้รับเสียงตอบรับจากนักท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นจึ่งเป็นสงขลา ขณะเดียวกันสงขลาปัจจุบันนี้กำลังร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวในการพัฒนาขึ้นไปเป็นมรดกโลก ซึ่งตรงนี้จะเป็นคีย์สำคัญในการที่จะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์มากขึ้นจากธุรกิจเรือสำราญ
ดร.ชาติชัย: ต้องขอเรียนถามนิดนึงนะครับว่า ว่าที่ท่านวัฒนาพูดมาเนี่ย ผมฟังแล้วเหมือนจะเป็น พอร์ต ออฟ พอร์ต คือต้องไปรับเรือที่เกิดจาก สิงคโปร์ รับสตูล รับระนอง หรือมารับจากสงขลา บทบาทของโฮมพอร์ตทางกระทรวงมองไหมครับ คือเราเป็นผู้สร้าง รูทนั่นแหละ เป็นกรุงเทพ-บาหลี กรุงเทพ-กวางเจา กรุงเทพ-ไหหลำ เราจะเป็นผู้สร้างรูท ถ้าเรารับรูทที่ท่านพูด นโยบายที่เห็นเมืองไทยเป็นโฮมพอร์ต

ทัวร์ล่องเรือสำราญ
ดร.วัฒนา: คืออย่างนี้ครับ คือโฮมพอร์ตอย่างที่ผมเรียนไปมี 2 ส่วน ส่วนหนึ่งอยู่ในอ่าวไทย อีกส่วนอยู่ในอันดามัน เรียนอย่างนี้ครับ เมื่อก่อนนี้โฮมพอร์ตมีเฉพาะที่สิงคโปร์ ณ วันนี้ มะนิลา กำลังสร้างพอร์ตทำเป็นโฮมพอร์ต ซึ่งสตาร์ครู๊ส คอมมิกแล้วว่าจะใช้เป็นเบส ในการเปลี่ยนผู้โดยสาร ขณะเดียวกันเนี่ย อินโดนีเซียกำลังเติบโตขึ้นมาพยายามพัฒนาบาหลีขึ้นมา บอกก่อนนะครับว่าบาหลีก็เป็นโฮมพอร์ตเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าต่อไปนี้พื้นที่การทำโฮมพอร์ตถูกกระจายเปรียบเทียบกันครับถ้าเราดูแผนที่จากประเทศไทยเทียบกับไต้หวันนะครับ ท่านจะเห็นว่าไต้หวันเนี่ยอยู่ตรงกลางเล็กๆ เม็ดเล็กๆ แต่เชื่อมญี่ปุ่น เชื่อมจีน เชื่อมเกาหลี เพราะฉะนั้นถ้าท่านไปดู รูทติ้ง การเดินทาง ณ ปัจจุบันไต้หวันเนี่ย กลายมาเป็นโฮมพอร์ตมากขึ้น กลับกัน ท่านมาดูอ่าวไทย อ่าวไทยเราสามารถเชื่อมโยงการท่องเที่ยว เข้าสู่เขมร เข้าสู่เวียดนามได้ ปีนี้เวียดนามเฉพาะสายเรือ สายเดียวเนี่ย กินคริสวอรูไป 31 % เวียดนามเติบโตอย่างเต็มที่ แต่เราเนี่ยยังไม่ได้ไปเชื่อมเขา ผมอยากรู้การพัฒนาโฮมพอร์ตตรงนี้ครับ ถ้าวันหนึ่งไทยกับเขมรจับมือกัน บอกว่า ตม. ตรวจครั้งเดียวเลย แล้ววิ่งเหมือน เช็คเก็น ไปแล้วกลับ ตรงเนี่ยเกิดแน่ เพราะว่าไทยกับเขมรเนื่ยอยู่ใกล้กันมาก เดินเรือแค่ไม่กี่ขั่วโมงก็ถึงแล้ว เพราะฉะนั้นปัญหาตอนนี้ของไทยกับเขมรคือ พฤติการที่เราเข้าไปทำไม่ทัน ตรงนี้จะเห็นว่า โดยโลเคชั่นของประเทศไทย พร้อมที่จะเชื่อม อีส เอเชีย คือ ทางจีน เกาหลี ไต้หวัน พร้อมที่จะเชื่อม southern East Asia เราอยู่ตรงกลางขณะเดียวกัน เราสามารถเชื่อมตลาดเข้าสู่ออสเตเรียได้ เพราะออสเตเรีย จากโฮมพอร์ตของเราไปผ่าน อินโดนีเชีย ผ่าน โปตาเกเรมารู ขึ้นไปออสเตเรีย ปัจจุบันมีเรือวิ่งอยู่แล้วจากออสเตเรีย จากฟรีแมนเทิล มา21 วัน พื้นฐานลักษณะนิสัยของคนออสเตเรีย คือ ครู๊สยาว 21 วัน เน้นเป็นสิ่งที่เขาทำเพราะฉะนั้น ในส่วนของการท่าเรือเนี่ย เรามองว่า สมมุติว่าท่าเรือกรุงเทพต้องการพัฒนาเป็นโฮมพอร์ต ถ้ากรุงเทพเนี่ยมีข้อจำกัดของร่องน้ำกับข้อจำกัดของตัวแม่น้ำเจ้าพระยา สิ่งที่เขาทำด้คือ พัฒนาขึ้นมาเป็น ลักชัวรี่โฮมพอร์ต สำหรับครู๊สที่เป็นลักชัวรี่ ซึ่งปัจจุบัน คือถ้าใครติดตามข่าวของครู๊สอยู่จะเห็นว่า เรือที่เป็น เอ็กซ์เทนดิเจอร์ สร้างอุตตะหรุดไม่หยุด สายหนึ่งไม่ต่ำกว่า 5 – 6 ลำ ทุกสายสร้างไม่หยุด ไม่ต่ำกว่า 20 – 30 ลำครับ เฉพาะตลาดที่จะมาเข้ากรุงเทพนะครับ ข้อดีของกรุงเทพคือมันเป็นการเข้ามาถึง Heart of the city แล้วเป็นจุดที่ไม่ต้องบอกครับ บอกชื่อกรุงเทพทุกคนรู้จักทั่วโลกเพราะฉะนั้น เรือสำราญอยากมาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า ณ วันนี้เราต้องดูว่าเรือที่เรามีอยู่ ข้อจำกัดของร่องน้ำ เรื่องอายุเรือ เราได้ตกลงกันหรือยังว่าเราจะเอาอายุเรือเท่าไหร่แน่ เพราะอายุเรือที่เรากำหนดมานี่ ในความเข้าใจผม เข้าใจว่ากำหนดจากเรือสินค้า ไม่ได้กำหนดจากเรือสำราญหรือป่าวเพราะวันที่ลองไปดูว่าอายุเรือจริงๆมันควรเป็นเท่าไหร่ ความยาวควรเป็นเท่าไหร่ อันนี้ต้องเรียนครับว่า ทุกข้อมูลที่เรากระจายออกไปในวงการเรือสำราญมันกระทบทุกอย่าง เพราะฉะนั้นตรงนี้ คือส่วนที่เราต้องเตรียมการ
ดร.ชาติชัย: ครับ มีคำถามฝากมาครับ จากผู้ดำเนินธุรกิจเรือสำราญว่า ปัญหาหนึ่งของประเทศไทย คือ ภาษี เขามองเรือสำราญ หรือ เครื่องบิน อะไรที่ใช้อยู่บนเครื่องบินไม่เสียภาษี เพราะเป็นอินเตอร์เนชั่นแนล แต่ถ้าเขาเป็นเรือสำราญเข้ามา ซื้อน้ำ ซื้ออาหาร เจอVatก็ยากมาก เพราะธุรกิจเขาไม่อยู่ในประเทศ อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องใบอนุญาตต่างด้าว เรื่องย่อยๆเรื่องการถ่ายเรือนะครับ ก็เลยอยากจะถาม ในฐานะกระทรวงจะช่วยดูแลเรื่องกฎหมายอย่างไร เพราะภาคเอกชนหรือหน่วยงานย่อยคงจะดูแลไม่ได้เรื่องประเด็นกฎหมาย กระทรวงมีแนวคิดยังไงครับที่ว่าจะปรับปรุงกฎหมายเพื่อที่จะเอื้อต่อธุรกิจเรือสำราญครับ ขอเรียนเชิญครับ
ดร.วัฒนา: คือแผนพัฒนาในระยะ 10 ปี ของกระทรวง แบ่งเป็น 3 พาท พาทแรกคือ พาทเร่งด่วน 1-2 ปีเนี่ย จะเป็นการพัฒนาเรื่องกฎระเบียบทั้งหมด ซึ่งในปัจจุบันตัวแอกชั่นแบรนด์นะครับ กำลังส่งให้คณะการท่องเที่ยวแห่งชาติ เพื่ออนุมัติ ถ้าคณะการท่องเที่ยวอนุมัติปุ๊บ มันก็จะนำไปสู่การประชุมคณะย่อยใน 3-4 เรื่อง ที่เราพัฒนาในมุมเกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย ส่วนแรกจะเป็นการตรวจคนเข้าเมืองในการที่จะปรับคือปัญหาของประเทศไทยเรา ปัญหาที่เรามีคือ ระเบียบพฤติการที่เราอยู่เนี่ย เกิดจากการตีความของเจ้าหน้าที่ เพราะฉะนั้นประเทศไทย มี 3 พาท ตีคนละแบบพื้นที่ปฏิบัติไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องมาแก้ไขในส่วนนี้ว่า ทำให้มันเหมือนกันซะ ขณะเดียวกันในส่วนของกรมสรรพากรไม่ค่อยมีปัญหาเยอะ ค่อนข้างจะได้รับความกรุณาจากกรมสรรพกรตลอด ปัญหาจริงๆมันมีอยู่ว่า ในส่วนของการที่จะเป็น ครู๊ต พอร์ต ต้องเข้าใจครับว่าเรือสำราญเนี่ยวิ่งอยู่ในทะเลมีความต้องการอะไหล่เรือมีความต้องการเสบียง เรื่องนี้เราต้องมองต่างจาก เอ็กซ์ปอร์ตคาโก้ มันเป็นของที่ไม่ได้ใช้ในประเทศไทย ในขณะที่ประเทศไทย บอกว่ายารักษาโรค ต้องผ่าน อย.ก่อน มาก็ไม่ทันเรือแล้วครับ เรือออกไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่บนเรือไม่มียาให้ใช้ เราบอกว่า มีวิทยุสื่อสารเข้ามา บนเรือต้องใช้วิทยุเสียง เราบอกว่าต้องไปผ่านไปรษณีย์ โทรเลขมาก่อน ไปผ่าน กศท.มาก่อน มันก็ไม่ทันแล้วครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมมองว่า เป็นส่วนในการปรับความเช้าใจนะครับ แล้วช่วยกันพัฒนา ในส่วนของกรมเจ้าท่า มีส่วนในเรื่องของ การอนุมัติใช้เรือ เรือเล็ก เรือใหญ่ ในการขนถ่าย ซึ่งก็เกิดปัญหาพอสมควร เพียงแต่ว่ามุมมองของเจ้าหน้าที่ การตีความจะมองว่าเรารักษาผลประโยชน์เรือไทย แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องมองว่า การดำเนิน นำเรือสำราญเข้ามาเนี่ย คือการเคลื่อนย้ายคน 3,000 กว่าคน ในเวลาอันสั้น ผลของมันคือว่า เราเคลื่อนย้ายได้เร็ว นักท่องเที่ยวใช้ตังมากขึ้น ประเทศไทยเราได้ประโยชน์มากขึ้น ตอนนี้เราต้องมองว่า เรารักษาปลาทูตัวหนึ่ง แต่เราต้องฆ่าปลาวาฬทิ้งหรือเปล่า เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องมานั่งพิจารณา ซึ่งก็ได้รับความกรุณาจากกรมเจ้าท่าช่วยปรับปรุงแล้วนะครับ เพียงแต่ว่ายังไม่ไฟนอล
ดร.ชาติชัย: ก็ต้องฝากกระทรวงท่องเที่ยวนะครับว่า เพราะว่าเราต้องเป็นระดับกระทรวงเท่านั้นที่จะผลักดัน การเปลี่ยนแปลงกฎหมายในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ในแต่ละกระทรวงก็จะมีจุดประสงค์เหมือนกัน เช่น ไปบอกกระทรวงภาษี ว่าให้ลดภาษี เขาก็ส่ายหน้า เขามีหน้าที่เก็บภาษี แต่ขอบพระคุณ คุณวัฒนามากครับ ที่ให้ความกระจ่าง ในด้านยุทธศาสตร์ของกระทรวงและก็เป็นปากเสียงในเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบก็เป็นอุปสรรคของธุกิจเรือสำราญ ทั้งนี้มาทางคุณ พรมเมธนะครับ ครับอย่างที่คุณวัฒนาพูดนะครับ โอ้โห!โลเคชั่นกรุงเทพอยู่เป็นเซ็นเตอร์ เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ธุรกิจเรือสำราญนั้น ในสายตาของนักท่องเที่ยวต่างชาติเนี่ย มองประเทศไทยอย่างไรและก็ทางการท่องเที่ยวมีแผนจะโปรโมท ธุรกิจเรือสำราญของประเทศไทยอย่างไร
คุณพรมเมธ: คือเรื่องของการท่องเที่ยวเรือสำราญ ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก และก็จากสายการเดินเรือนะครับ ผมว่าประเทศไทยเนื้อหอมมีหลายหน่วยงานและหลายประเทศ มีหลายสายการเดินเรือ พยายามติดต่อเพื่อที่จะทำเส้นทางที่จะมาท่องเที่ยวทางเรือสำราญกับประเทศไทย มากที่กว่าที่เป็นอยู่ ในเรือของสายการเดินเรือที่มาอินสเปคท่าเรือในบ้านเรา ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ตั้งแต่ผมนั่งอยู่ที่นี่นะครับ ปัญหาที่คิดว่าเป็นตัวขัดขวาง ที่ซักเซต คือการจักการ คือการฐานทรัพยากรของเราดีมาก ไปรับฟัง รอยัล คาริเบียน ในการนำเสนอทรัพยากรท่องเที่ยว เขาพูดถึงท่าเรือของสิงคโปร์ พูดถึงท่าเรือของพงัน แต่สไลด์เป็นแหล่งท่องเที่ยวของไทย เป็นเรื่องของงานลอยกระทง ปรากฏอยู่ในแหล่งท่องเที่ยว ในย่านที่เขาเดินทางมาแต่โปรแกรมมันขาดประเทศไทยไปเป็นโปรแกรมที่ไม่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเท่าที่ควร แต่มีภูเก็ต มีประเทศไทย โปรแกรมนั้นจะเป็นโปรแกรมที่ได้รับความนิยม นี่คือผลสะท้อนของผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่นี้ ททท. มองเรื่องนี้อย่างไร คือในเมื่อหลายฝ่ายสนใจ เราขายอยู่แล้ว เราถือว่าเป็นสินค้าทางด้านการท่องเที่ยวทางน้ำ ในสมัยที่ทำยุทธศาสตร์กันเราต้องพูดถึงการท่องเที่ยวทางน้ำ ในทะเล สองเรื่อง คือ ครู๊ส กับ ยอร์ช ยอร์ชนั้นเป็นแบบเฉพาะกิจ เป็นเรื่องของลักชัวรี่ แต่ครู๊สเราก็พยายามพูดถึงลักชัวรี่ ไม่ได้ตีกรอบว่าครู๊สยังไงก็ได้เข้ามาลำนึง 3000 ถึง 4000
ดร.ชาติชัย: เป็นอย่างไรครับ เป็นเป้าของค่าใช้จ่ายต่อหัว เป็นเป้าของยังไงถึงจะเรียกว่าลักชัวรี่
พรมเมธ: ใช่ ค่าใช้จ่ายต่อหัว แล้วก็ความสนใจในการที่จะไปขึ้นชมทรัพยากรต่างๆ พฤติกรรม
ดร.ชาติชัย: มีการประมาณไหมครับว่าอยากจะให้เขาใช้ต่อหัวเท่าไหร่
พรมเมธ: ผมจำตัวเลขไม่ได้ อาจจะให้ทางภาคเอกชนเขาให้ข้อมูลว่า ในสิ่งที่มองเรื่องของครู๊สนะครับ เรื่องของสิ่งที่มันเป็นแมสเนี่ย มันมีอยู่แล้ว แล้วสายการเดินเรือเข้ามาทางน้ำ ผ่านทางอ่าวไทย มีเรือลำใหญ่ๆ 3000- 4000 เข้ามาบ่อยๆ แต่สิ่งที่เรามองแล้วก็คิดว่า มันคือการสร้างภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวไทยที่ดี ก็คือเรื่องของลักชัวรี่ อย่างเช่นมันจะมี ควีนอลซาเบธมั้ง ที่เข้ามาที่ท่าเรือ
ดร.ชาติชัย: เข้ามาที่แหลมฉบัง
พรมเมธ: ไม่ ที่อ่าวไทยนี่เลย โทษๆ เข้ามาที่แหลมฉบัง เข้ามาที่ท่าเรือกรุงเทพด้วย ใช่ไหมครับ
กลุ่มคน: ไม่ได้
พรมเมธ: แต่มันมีลำเล็ก
ดร.ชาติชัย: ก็มีถ่ายอยู่นะครับ ที่เราโชว์สไลด์ให้ดูกรุงเทพเนี่ย กรณีต้องถ่าย
พรมเมธ: นั้นคือจุดที่น่าสนใจว่าถ้าเราจะลองเรื่องการส่งเสริมครู๊ส มันไม่ใช่มองแค่ปริมาณอย่างเดียว แต่การที่จะทำรูปแบบเนี่ย มันต้องมีการพูดคุยกับกรมท่าเรือด้วย ถ้าจะมองเรื่องของรูปแบบการท่องเที่ยวทางครู๊สเนี่ย เป็นลักชัวรี่เนี่ย มันน่าสนใจมากๆ แล้วก็โครงสร้างพื้นฐานที่เรามีอยู่เป็นท่าเรือกรุงเทพเนี่ย มันสามารถที่จะพัฒนาต่อได้ เพื่อจะรองรับกลุ่มนี้นี่คือเรื่องของการส่งเสริมการตลาดนะครับ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของครู๊สเนี่ย ทาง ททท. เข้าร่วมงานส่งเสริมการขาย ในอเมริกาทุกปี แล้วก็เป็นตัวที่เราจะส่งเสริมประชาสัมพันธ์ ทำการตลาดแต่ที่ผมบอกว่า ในท้ายที่สุดเราจะมามองเป็นเรื่องของการที่

ทัวร์ล่องเรือสำราญ
ดร.ชาติชัย : อะไรคือการจัดการครับ? คือกฎระเบียบที่มีหยุมหยิม หรือ…
พรมเมธ : กฎระเบียบนั่นก็คือส่วนหนึ่งครับ กฎระเบียบในการเข้าเมือง การตรวจคนเข้าเมืองนั่นส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็คือการจัดการท่าเรือที่มันจะซอมซ่อไม่ได้ คือถ้าท่านไปล่องเรือครุยซ์ จากสิงคโปร์มามาเลเซียแล้วก็มาที่ภูเก็ต ยกตัวอย่างนะ ระดับคุณภาพจะดรอปลงเรื่อย ๆ นะครับ ผมเคยทดลองใช้แล้ว มาจากสิงคโปร์ นั่นเขาปลุกปั้นมาอย่างดี คือเน้นการจัดการเหมือนสนามบินนะครับเข้าไป พอมาถึงมาเลเซียเนี่ย ก็ดรอปลงนิดนึง แต่ก็ยังดี แต่มาภูเก็ตนี่นะครับ จุดที่จะผ่านเรือเนี่ยมันทุลักทุเลมาก นั่นคือข้อเท็จจริงที่… ถ้าถามผมว่าการจัดการเนี่ย ฐานทรัพยากรณ์กับการจัดการเนี่ยมันไม่ไปด้วยกัน เราต้องการตัวนี้นะครับ อันนี้คือสิ่งที่มันเป็นภาพที่ททท.พยายามจะผลักดัน คือเราต้องการการจัดการ เรื่องตลาดไม่ใช่เรื่องน่ากังวล คือหลายคนหลายฝ่ายเขาสนใจตลาดประเทศไทยอยู่แล้ว ทีนี้มามองในแง่ของการส่งเสริมการตลาดที่ทำกับ Luxury บ้างหรือที่ทำกับกลุ่มครุยส์เนี่ยครับ เรามองว่าแทนที่จะให้สายการเดินเรือเขามาเดินทางท่องเที่ยวแล้วก็ไปตามโปรแกรมเขาอย่างเดียวเนี่ย สิ่งที่คิดว่าเราน่าจะแทรกเข้าไปได้ คือเรื่องของการคั่นโปรแกรมระหว่างทรัพยากรณ์บนฝั่ง
ดร.ชาติชัย : และอินซีแพคเกจ
พรมเมธ : ก็คือ ผมยกตัวอย่างนะ คือถ้ามาท่องเที่ยวเมืองไทย ขึ้นเกาะสักแห่งหนึ่ง เกาะสมุยก็ได้นะครับ แล้วก็อาจจะใช้เครื่องบินเนี่ย บินไปที่แหล่งท่องเที่ยวเราสักแห่งหนึ่งที่มันเป็น Big event จริง ๆ เช่น เผาเทียนเล่นไฟที่สุโขทัยนะครับ คุณก็ไปที่สุโขทัย แล้วก็จากนั้นเนี่ย แทนที่คุณจะกลับมาสมุย คุณมาลงกรุงเทพฯ เพื่อที่จะไปดักเรือที่จะล่องมาที่แหลมฉบัง นี่คือตัวอย่างที่มองในแง่ของการตลาดนะ คือมันไม่ใช่แค่เราจะมาเอาประโยชน์จากเรื่องของการจัดโปรแกรมทัวร์ของเอกชนแต่อย่างเดียว นี่คือผมยกตัวอย่างนะครับ ดังนั้นเนี่ย ในแง่ของทรัพยากรณ์ก็ดี ในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวที่เรามีอยู่ก็ดีเนี่ย ฐานทรัพยากรณ์ของเราถือว่าดี ปัญหาก็คือการจัดการที่ผมว่าไป
ดร.ชาติชัย : ขอบคุณครับ และนี่ก็ท่านนั่งกอดอกอยู่นะครับ ดี๊ดีโลเคชั่นกับททท. เพราะ? ทำไมมันไม่เกิดในประเทศไทยครับท่าน
ดร.ชาติชัย : คือผมอยู่ในภาคเอกชนนะครับ ถ้าจะพูดอะไรเราก็พูดในนามของประชาชนด้วยกัน ข้อที่ 1 นะครับ การทำธุรกิจเนี่ยต้องเข้าถึงและเข้าใจและเข้าถึงว่าเมเจอร์ธุรกิจครุยส์คืออะไร ข้อนี้สำคัญที่สุดครับ ขออนุญาตว่าผู้ประกอบการก็ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ดี หรือเมื่อกี้ที่ได้ชมภาคการศึกษาก็ขอชมว่า ศึกษาได้ผลที่เยี่ยมมากเท่าที่เคยได้ฟังมา โดยเฉพาะมีอยู่ 4 ข้อนะครับ คือวันนี้เราต้องถามก่อนนะครับว่าทุกอย่างต้องพร้อมไหม หรือเรามีคนกำลังผลักดันให้มันเกิดความพร้อมนะครับ ผมจะขออนุญาตตอบคำถามภาพรวมก่อนนะครับ ว่าครุยส์อินดัสทรี่ เนี่ย มันโตอย่างเช่นภาพที่เห็นนะครับ จากตัวเลขนะครับ ว่ามันตกประมาณ 27 ล้านกว่า นะครับมันโต มันโตทุก ๆ ปีนะครับ แหล่งของมันมี เขาเรียกว่าเป็น deployment หรือว่าจุดที่เรือจะไปขึ้นลงกันนะครับ มันก็จะมีทั่วโลก แล้วโชคดีมากที่ทางเอเชียเราได้เข้าไปอยู่ในจุดหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญมาก เนื่องมาจาก ทรัพยากรณ์ก็ดี เนื่องมาจากวัฒนธรรมประวัติศาสตร์มีเรื่องราวมีวิถีชีวิตที่พร้อมทั่วทุกประเทศเลยนะครับ เราจะสังเกตได้ว่าตัว Demand เนี่ยมันไม่ใช่เฉพาะแค่นี้นะครับ demand เนี่ยมันเป็น demand จากทั่วทุกมุมโลก แล้วมีจุดไหนบ้างครับ ที่สามารถจะเติบโตได้ ในขณะเดียวกันจุดที่เคยเติบโตแล้วอย่างแคริบเบียนจุดที่แถวเมดิเตอเรเนี่ยนหรือทางแถบของสแกนดิเนเวียก็ดี อลาสก้าก็ดี มันมีข้อจำกัดเยอะแยะนะครับ ทางด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจนะครับ ในขณะที่ทางเอเชียเราเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ ผมอาจจะพูดแล้วท่านอาจจะไม่เห็นด้วยนะครับ ประเทศไทยเราน่าจะเลยกว่าสิงคโปร์ไม่ใช่สิงคโปร์มานำเราอย่างนี้นะครับ แต่ก็เพราะว่าข้อจำกัด เราไม่ได้ไปโทษประเทศไทยนะครับ เราบอกว่าข้อจำกัดคือวิสัยทัศน์และก็ความเป็นไปได้ อะไรที่มันเล็ก ๆ มันก็ขยายได้เร็ว ควบคุมได้ง่าย แต่บ้านเรานะครับ ผมเข้ามาอยู่วงการนี้เป็นคนไทย อยู่มา ทำธุรกิจเรือมา 27 ปี เป็นผู้ประกอบการ 27 ปี เราเข้าถึงปัญหาทุกข้อและเราก็ไม่กล้าที่จะบอกว่าความบกพร่องนี้เกี่ยวกับใครนะครับ มันก็ต้องมีจุดหนึ่งที่ผมเห็นด้วย นั่นก็คือ มาสเตอร์แพลน ที่ทางกระทรวงกำลังทำอยุ่ตอนนี้ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่เรารอมา 20 แล้วนะครับ ว่าจะมีมาสเตอร์แพลนตัวนี้ไหม แล้วตัวมาสเตอร์แพลนตัวนี้ มันจะเป็นบรรทัด เข้าไปแตะ หรือกระทบ แล้วก็จะค่อย ๆ ปรับปรุงแก้ไข ท่านครับ ครุยส์อินดัสทรี่เรือสำราญเนี่ย ถ้าเรามองดูนะครับ ประเทศไทยเรามีการบริหารเป็นลักษณะ central government หรือว่าเป็นส่วนกลาง ส่วนจังหวัด และยังมีส่วนท้องถิ่น นะครับ ที่เราใช้ภาษาอังกฤษว่า เป็น central เป็น provision และก็เป็น self-local government มันมีขนบธรรมเนียม มีอะไรเยอะแยะ และหน่วยงานของครุยส์นะครับ ถามตรง ๆ นะครับ ถ้าพูดถึงเฉพาะด้านซับพลายนะครับ มีหน่วยงานใหญ่หลัก ๆ อยู่ถึง 2 หน่วยงานก็คือ 1. การท่าเรือแห่งประเทศไทย 2. กรมเจ้าท่า ซึ่งบางท่านอาจจะไม่เข้าใจ ถ้าหากเราไม่เข้าถึง ท่านก็มีข้อจำกัดเยอะแยะนะครับ เพราะฉะนั้น ในส่วนตรงนี้ก็เฉพาะส่วนที่รับผิดชอบทางด้านซับพลาย นะครับ ส่วนด้านการส่งเสริมมีทางกระทรวง แล้วทางกระทรวงเสร็จแล้ว ในภาคจังหวัด การท่องเที่ยวมาอีกนะครับ ข้อมูลวันนี้นะครับผมก็ขอบคุณทางกระทรวงโดยโดยมีคุณวัฒนาเนี่ยเป็นตัวเชื่อมนะครับ เชื่อมที่จะเก็บรวบรวมแล้วก็เผยแพร่ ให้ทุกท่านได้เห็น เรามีจิตอันเดียวกัน นะครับ คือจิตที่เราจะคิดว่า ทำอย่างไร จึงจะสามารถเติบโต แล้วก็อยู่ในขั้นที่ได้มาตรฐานนะครับ เพราะนั้นผมก็ไม่สามารถที่จะ เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่มีอย่างเดียวคือต้องการส่งเสริมทุก ๆ นโยบายนะครับ ข้อแรกอย่างที่ถามนะครับ เท่าที่ฟังทางการท่องเที่ยวแล้ว ปัญหาแท้จริงนะครับ มันไม่มีอะไรที่เราจะกำหนดได้ เพราะ demand มันโตเร็วมากนะครับ ปัจจุบันนี้แบรนด์มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นนะครับ เพราะฉะนั้นแน่นอนที่สุด ประเทศไทยเราโดยเฉพาะกรุงเทพฯ อันดับ 1 ของโลกทุก ๆ ปี ไม่ใช่เพิ่งจะปีแรกสองปี นะครับ ตัวเลขคุณดูจากประเทศจีนนะครับ เติบโตอะไร ภายในไม่กี่ปี 10 ล้านคน เป็นไปได้อย่างไร ตัวเลขจากประเทศไทย ซึ่งโตมาขนาดนี้นะครับ อันนี้การท่องเที่ยวทางครุยส์ก็เช่นเดียวกันนะครับ มันมีเรือหลายประเภทนะครับ ปัจจุบันนี้นะครับ เฉพาะที่เอเชีย เราคาดว่าปี 2020 ที่เขมีทางการตลาดเมื่อ 5 ปีที่แล้ว คาดว่าตัวเลขประมาณ 1.5 ล้านกว่าจะขึ้นมา 4.5 ล้าน แต่มันไม่ต้องรอแล้วครับ จากปีที่แล้วกับปีนี้มันโตมาน่ากลัวมาก ตอนนี้มันโตมา 4.กว่า ๆ แล้วนะครับ 4.5 ล้าน ปี 2020 คงจะต่ำเกินไป มันอาจจะโตมาถึง 6 ล้านอย่างที่ฮ่องกงเค้าคาดคะเน ว่าตัวที่ผลักดันจริง ๆ นะครับ ก็คือ demand จากแผ่นดินใหญ่เพราะเขามีโครงสร้าง infrastructure ในการเชื่อมโยง ในประเทศเขา ทางอากาศ ทางบก ทางทะเล เขาได้มีการทำ เพราะว่าประเทศเขาเป็นประเทศที่มีลักษณะนโยบายหนุนหลัง แต่บ้านเรากฎหมายประเพณีธรรมเนียมเยอะมาก เราเข้าใจครับ เพราะฉะนั้นวันนี้นะครับ ถามว่า ผมควรจะตอบคำถามอย่างไรดี ก็จะขออนุญาตเรียนพื้นฐานก่อนนะครับ คำว่า Homeport, Port of Call สองคำนี้นะครับ ผมดีใจกับภาครัฐบาลนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการท่าเรือแห่งประเทศไทย กรมเจ้าท่า มีนโยบายในการขยายหมด แล้วก็ทางท้องถิ่นก็เริ่มมีข้อความเห็น Public hearing ก็อบอกมาแล้วว่า ไม่ชอบอะไร ชอบอะไรนะครับ เรือบางครั้งมาใหญ่เกินไปเราไม่พร้อม แต่เรือนี่เขาไม่รอเราครับ ตัวเลขที่ขึ้นมานั้นน่ากลัวมาก ประเทศไทยปีที่แล้วนะครับ ทั้งหมด 219 พอล ปีที่ 16 นะครับ แต่ 17 509 พอล มันเพิ่มมา 200 กว่าเที่ยว แค่ปีเดียวนะครับ 200 กว่าเที่ยว เพราะเราวางแผนหรือเปล่าครับ ไม่เกี่ยวเลยนะครับ มันเป็น demand จากทั่วโลกมาครับ แล้วเรือนี่เขาก็ต้องการอยู่ได้ เพราะเขามองครับ เอาเรือไปอยู่แคริบเบียน เขาก็เจอคู่แข่งเยอะ เอาเรือไปอยู่ในเมดิเตอเรเนี่ยนก็มีปัญหา เรือที่อยู่เอเชียดีที่สุดแล้วครับ เพราะการหาเงินบนเรือเนี่ยมันมีหลายวิธี มันไม่ใช่เฉพาะว่าขึ้นฝั่งอย่างเดียว เดี๋ยวนี้เรือก็มีหลายแบบ แบบที่สร้างมาไม่ต้องการให้ขึ้นบกก็มี แบบที่สร้างมาแล้วอยากจะให้ขึ้นบก อยากที่จะมาแล้วโอโหสุดยอดเลยครับ อย่างที่เรือเราอย่าง Luxury ที่ไปจอดแถวท่าเรือคลองเตย อันนี้ต้องอนุรักษณ์ไว้นะครับ เพราะถึงแม้จำนวนเที่ยวเรือจะมาน้อยนะครับ แต่มันเป็น Luxury ครับ เพราะว่าเรือมันมีหลายประเภท มันมีตั้งแต่ เขาเรียกว่า Luxury, Mid ship, Large size และก็ Mega ขณะนี้เรือที่อยู่ในเอเชีย มีถึง 66 ลำนะครับ 66 ลำด้วยกันนะครับ Mega มีแค่ 5 ลำ Large Size มี 6 ลำ และที่เหลือ 20 กว่าลำ เพราะฉะนั้น ถ้าสังเกตนะครับว่าเรือทั้งหลายนี่นะครับ บริษัทมีมากกว่า 30 กว่าบริษัทนะครับ ที่เข้ามาแถบนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่านะครับ demand มันโตก็เพราะว่า demand โต เราอาจจะไม่เข้าใจว่ามันมาได้อย่างไร เพราะประเทศไทยเป็นควีน หรือว่าเป็นปริ้นเซสก็ได้นะครับ ทุกเรื่องเลยครับ เพราะฉะนั้นวันนี้เนี่ย ผมอยากจะขอสรุปสั้น ๆ นะครับ ไม่ว่าจะเป็นว่า Homeport, Port of Call เดี๋ยวนี้เราหนีอย่างไรล่ะครับ Homeport เราทำไม่ค่อยได้เพราะมันมีปัญหาบางอย่าง เราก็ทำเป็น Overnight แทนที่จะมาอยู่แค่เช้ากลับเย็น เราก็อยู่อีกคืนนึงเลย มันขายได้ครับ สมมุติว่าเรืออยู่ที่คลองเตย เขายิ่งชอบใหญ่เลยครับมากรุงเทพฯ แต่ถ้าเรืออยู่แหลมฉบังก็ยิ่งดีครับ จะมาพักกรุงเทพฯ 1 คืน แล้วค่อยกลับวันรุ่งขึ้นนะครับ เขาก็จะมีโปรแกรม แล้วเขาก็จะมีลักษณะที่ว่าอยู่พัทยา ไปเที่ยวพัทยา ไปนอนพัทยา มันมีรายการ ไม่ใช่ว่าไปแล้วก็กลับนะครับ รวมทั้งพักโรงแรมที่พัทยาแล้วกลับมาวันรุ่งขึ้น ขอเรียนท่านนิดนึงนะครับ ในด้านพวกซับพลาย พวกนี้นะครับกับ demand แต่ผมชอบแผนงานที่เมื่อกี้ท่านคุณชาติชายได้เขียนไว้มันมีเขียนไว้หลายระดับ ระดับสุดท้ายคือการตลาด ผมสนใจการตลาดมาก การตลาดของบ้านเราเนี่ย อยู่ในเชิงรับ ไม่ใช่เชิงรุก ก็ดีใจที่รัฐบาลกำลังเร่งเรื่องของท่าเรือ ผมภาวนานะครับถ้าเป็นท่าเรือก็ขอให้มีอย่าหนึ่งครับ ก็คือนโยบายบูรณาการนะครับ การพัฒนาท่าเรือครุยส์เนี่ยให้เกิดเร็วที่สุด จะระดับ เฟส 1 เฟส 2 เฟส 3 และผมเห็นด้วยนะครับ เพราะว่าประเทศไทนเรานะครับมันพอร์ทมาน้อยไป ท่านสังเกตนะครับ ญี่ปุ่นเนี่ยตัวเลขสูงสุดเลยครับตก 2,000 กว่า พอลนะครับ ญี่ปุ่นเนี่ยเขาเป็นเกาะเขาก็มีความพร้อมของเขา แต่ของเราก็พร้อมนะครับ แต่เพียงแต่เราขาดคำว่านโยบายบูรณาการในการที่จะส่งเสริม แต่วันนี้ดีใจว่าจะสร้างใหญ่ ๆ ก็ดีครับ ผมก็ว่าดีครับ ใคร ๆ ถาม ผมก็บอกว่าดีหมด ท่านรีบสร้างเลยครับ เพราะว่าดีจริง ๆ ยิ่งมากเท่าไหรนะครับ มันก็จะทำให้เราโตได้เต็มที่ การโตของเราเนี่ยมันจะแบ่งเป็นประเภทของมันนะครับ ท่านสังเกตนะครับ อย่าที่เมื่อกี้ท่านทาง ททท. ว่านะครับ ว่าภูเก็ตมันมีปัญหาเพราะเป็นเรื่องฤดูกาล มันก็มีท่าเรือน้ำลึกนะครับ อ่าวมะขาม และก็ที่ป่าตองเป็นแค่เทนเนอร์ต้องไปลอยใช่ไหมครับ ก็เลยพวกนี้มันมาเนี่ยมันไม่ได้สนใจหรอกครับขอให้มันขายได้ก็พอ เพราะฉะนั้นการตลาดเชิงรุกเนี่ยมันสำคัญมาก ไม่เพียงแต่ว่าเราจะไปเข้าร่วมในเวทีการตลาดอย่างเช่นเขามี sea trade นะครับ Shipping Asia ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ๆ มันไม่พอครับมันแค่เรามีส่วนร่วม แต่ละคนจะมีนโยบายเชิงรุกนะครับ ท่านบอกให้ผมไปหาบริษัทที่ผมทำงานอยู่กับปริ้นเซส พีเอ็นโอ คูหนาด อย่างนี้นะครับออสเตรเลียเราก็ให้ความร่วมมือเต็มที่นะครับที่มาศึกษากันก็เพราะเอกชนเราผลักดันพาผู้ใหญ่มา แต่ไม่พอครับ เพราะว่าเจ้าหน้าที่ที่จะดูแลเนี่ย รัฐบาลเรามีหน่วยงานที่ค่อนข้างจะเป็นลักษณะที่ไม่ต่อเนื่อง ขอโทษนะครับที่พูดอย่างนั้น เพราะฉะนั้นมันมีสำนักงานอยู่แต่ละประเทศ ๆ อย่างที่ท่านนายกบอกว่าใช้ทูตเป็นทูตพาณิชย์ได้นะครับ การท่องเที่ยวก็เช่นเดียวกันนะครับ เรือส่วนใหญ่อยู่ที่อเมริกา เพราะฉะนั้นงานส่วนใหญ่ก็น่าจะมีส่วนที่เข้าไปแนะนำเหมือนกับตามโรงแรมที่เป็นเชนนะครับ เขาอยากจะได้โรงแรมแบบทำ Homeport ใช่ไหมครับ เขาก็ดีลกันได้หมด เขาไม่มาผ่านบริษัทพวกผมหรอกครับ เขาก็จะมีเจ้าหน้าที่ในเชิงรุกเข้าไปนั่งคุย เขาก็บอกปัญหาว่ามีอะไร ๆ บ้าง เวลาเขาทำ-40.00- ทางโรงแรมก็ไม่พอใจนะครับ คุณจองกันที 300 ห้องแล้วมาพักกันแค่ 3 วัน อย่างการประชุมอย่านี้ เพราะฉะนั้น ราคามันก็แพงขึ้น เขาก็ยินดีจ่าย เพราะแพงยังไงก็ขอให้มีซับพลาย demand มันก็ไปของมันเอง ก็ขอสรุปว่า ทางการตลาดเนี่ยบ้านเราน่าจะเป็นเชิงรุก ส่วนทางภาค infrastructure ดีใจมากครับท่านสร้างเยอะ ๆ เลยครับ แล้วยังมีอีกเยอะแยะเลยครับ ที่พูดไว้แต่ละแห่งตามที่แถวชะอำ แถววัดไทร แถวหัวหิน แถวเกาะช้าง เกาะกูดอะไรนี่ ท่านสร้างเยอะ ๆ เลยครับ เพราะมันจะเป็นสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้ port of call ของเราเพิ่มเป็นพัน เขาเสียดายมากนะครับ ถึงแม้วันนี้เราต้องขอบใจสิงคโปร์ แต่สิงคโปร์เขาก็มีขอบเขตจำกัด ทุกวันนี้สิงคโปร์ turn around 300 กว่าคอล ปีนึง 365 วันนะครับ แต่เขามีเรือที่เทียบที่นึง 2 ลำ 3 ลำ อย่างเนี้ย เข้าล้นนะครับ เขาล้นมาก แล้วท่านเชื่อไหมครับว่าไปที่นั่นเขาก็ไม่ค่อยแฮปปี้ โรงแรมก็แพง พนักงานก็มีเหมือนกัน แต่ว่าแพงเหลือเกิน ทุกอย่างต้องใช้เครื่องหมด วันนี้เราไปตกหลุมเรื่องของ infrastructure แต่สิ่งที่เรามีเสน่ห์มากคือบุคลากร คนของเราเป๊ะมาเลยครับ ชั้นหนึ่งมาก ไม่มีอะไรนะครับเท่าที่ผมเห็นนะครับ แม้สถาบันการศึกษาก็มองหลักสูตรไม่ค่อยชัดเจน นะครับเพราะว่าเป็นการคอมมิดโดยที่ไม่ได้ส่งเสริม คือการทำอะไรก็แล้วแต่ ชอบไปคอมมิดว่าควรจะได้อย่างนั้น ได้อย่างนี้ แต่คุณจะต้องให้เขามีความรับผิดชอบ

ดร.ชาติชัย: คอมมิดแต่ไม่ส่งเสริม ยังไงกันครับ
ดร. ยุพวัล : วันนี้ก็สวมหมวกสองใบ ใบแรกก็คือรองคณะบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม ขออนุญาตโฆษณานิดนึงว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่เปิดหลักสูตรการบริการบนเรือสำราญ อีกใบหนึ่งใช้ชีวิตของการเป็น HR อยู่ในโรงแรมในเครือเซ็นทารา 31 ปี ทีนี้ เอาใบแรกก่อน ถามว่าได้ตอบสนองตรงนี้อย่างไร ขอสนับสนุนที่ท่านพูดสักครู่นะคะว่า เปิดไปเลยค่ะ หลาย ๆ พอร์ทเพราะว่าบุคลากรเรามีพร้อม ถามว่ามีพอไหม เราต้องการคนที่ถ้าเป็นเก๋า เป็นของจริง ก็คือพนักงานโรงแรมนี่แหละ เรือสำราญก็คือโรงแรมลอยน้ำ เพราะฉะนั้นเนี่ยขอบอกตรงนี้ว่า การบริการที่เมื่อกี้ท่านได้พูดไว้แล้วเนี่ยการบริการดีที่สุด พนักงานบริการดีที่สุดคือคนไทยนะคะ ต่างชาติเข้ามาเนี่ยเขาก็ชอบแล้วก็ประทับใจมาก ๆ ทีนี้ ถ้าเป็นเรือระดับ Luxury เนี่ย บอกเลยตอนนี้เขาก็รับบุคลากรอยู่ เขาต้องการบุคลากรที่มีประสบการณ์ ประสบการณ์ไหนก็ไม่ดีเทากับประสบการณ์โรงแรม Luxury ของประเทศไทย เขาต้อนรับอยู่แล้ว
ดร.ชาติชัย : ขอถามนิดนึงครับอาจารย์ ศรีปทุมมีหลักสูตรในเรื่องของเรือสำราญ ถ้าฉะนั้นจะต้องมีสถาบันอื่นไหม มีสถาบันที่เฉพาะเจาะจงไหม เป็นโรงเรียนธุรกิจเรือสำราญ หรืออะไรอย่างนี้ ต้องมีไหมครับ
ดร. ยุพวัล : คือถ้าจะให้พูดตรงนี้นะคะ ในแง่ของการผลิตบุคลากร และก็ส่งเสริมการให้งานทำของคนไทย มีก็ดีนะคะเพราะว่ามหาวิทยาลัยศรีปทุมของเราสร้างหลักสูตรนี้ขึ้นมาเพื่อนักศึกษาเรียนจบแล้วได้นับปริญญา คือได้ปริญญาตรี วันข้างหน้าเขาไม่อยากทำงานเรือแล้ว เขาไปทำงานโรงแรมก็ได้ แล้วถ้ามีปริญญาอยู่ในมือในขณะเดียวกัน พนักงานที่เรือสำราญต้อนรับเนี่ยเรามีจบ ปวช. ปวส. ก็มี เขาก็จะเปิดหลักสูตรสั้น ๆ เช่น STCW ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาค่ะ เปิดมาเลยค่ะหลักสูตรนี้เราไม่ถือว่าเป็นคู่แข่ง
ดร.ชาติชัย : อาจารย์ ภาษาล่ะครับ
ดร. ยุพวัล : เรื่องภาษามีคน ส่วนใหญ่จะพูดว่าคนไทยภาษาไม่ดี คนไทยสู้ไม่ได้ เรามองอย่างนี้ค่ะ ถ้าเด็กจบหลักสูตรมาใหม่ ๆ เนี่ย เขาต้องไปหาประสบการณ์โรงแรม หรืออยู่ตรงนั้นตรงนี้ก่อน มีการฝึกก่อน แล้วเขาก็จะเก่ง แต่ถ้าเปิด ยกตัวอย่าง อย่างบริษัทเรือสำราญเนี่ย ต้องการพนักงานโรงแรมภาษาดีกว่าต่างชาติก็มี ข้อสำคัญเรามีจุดแข็ง เรามีความเป็นคนไทยน่ะค่ะ พฤติกรรมของคนเที่ยวเรือสำราญเนี่ย บางทีก็เป็นญี่ปุ่น หรือว่าเป็นยุโรป ภาษาเขาก็ไม่ได้เก่งมาจากไหน แต่สิ่งที่เขายอมแพ้เราก็คือความอ่อนน้อมถ่อมตน พอมาเจอคนไทยนี่เขาจะรักมาก ไม่จำเป็นต้องไปส่งภาษาแค่เคาะประตูถามเขาจะออฟเฟอร์ไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่ ภาษาอังกฤษของเขาบางทีเราฟังไม่รู้เรื่อง ดิฉันเคยพาครอบครัวไปลงเรือ หลายคนบอกว่ามาเคาะประตูอีแล้วสงสัยจะเป็นฟิลิปินส์ ไม่เปิดประตูให้เพราะเราฟังเขาไม่รู้เรื่อง ฟังไม่ทัน แต่ถ้าเป็นคนไทยเนี่ย บอกได้เลยว่า ข้าง ๆ ห้องบอกว่ามีพนักงานคนไทยสองคนอยู่ในเรือ น่ารักจะค่อย ๆ พูดค่อย ๆ เจรจา นี่คือเสน่ห์ ดิฉันบอกเลยว่าภาษาเป็นสิ่งสำคัญใช่ แต่ว่าไม่ใช่สำคัญที่สุด จุดแข็งมากๆเลยคือเรามีความอ่อนน้อม เรามีหัวใจของ hospitality เรามีหัวใจของการบริการ ซึ่งไม่มีประเทศไหนสู้เราได้
ดร.ชาติชัย : อาจารย์ครับ สมมุติว่าความฝันที่เราจะเป็นครุยส์เซ็นเตอร์ของเอเชียเนี่ยมันจะจริงไหมครับ บุคลากรเราต้องการเยอะอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่ผมเคยเห็นในโครงการอื่นคือปัญหา training the trainer คืออาจารย์ที่จะไปเทรนเนี่ยเราไม่พออาจารย์ที่มีประสบการณ์ตรงทางด้านนี้เราไม่พอ เราจะต้องใช้อาจารย์อ้อม ๆ มีปัญหาอย่างนั้นไหมครับ
ดร. ยุพวัล: ดิฉันทำเทรนนิ่งเป็นฝ่ายพัฒนาบุคลากรให้กับโรงแรมในเครือเซนธาราซึ่งเปิดมาแล้ว 70 แห่ง บุคลากรก็คือพนักงานโรงแรม นี่คือโรงแรมลอยน้ำ ไม่ว่าจะเป็น งานแม่บ้าน งานเสิร์ฟ ล้างถ้วย ล้างจาน พวกนี้มาจากโรงแรมทั้งนั้น แล้ววันนี้ บอกได้เลยว่าคนทำงาน หลายคนอาจอยากจะลง เพราะว่าโรแงแรมนี้ส่วนใหญ่เกษียนที่ 50 -55 พวกนี้เป็นเทรนเนอร์ที่ดีมากๆ ดิฉันจะไม่พูดถึงเรื่อง กับตัน เป็นต้นหัวต้นบน ดิฉันจะไม่พูด ดิฉันจะพูดเรื่องงานบริการก่อน
ดร.ชาติชัย: ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก www.greenlandholidaytour.com

local_offerevent_note

account_box

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *